๓: แสงแห่งความหวัง
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ สายลมยามดึกโรยตัวเบาบางผ่านหมู่อาคารน้อยใหญ่ บางส่วนของเมืองดูราวจะหลับไหลมีเพียงแสงไฟส่วนน้อยที่เล็ดลอดหยอกล้อกับแสงดาว แสงขาวนวลและแสงเหลืองอ่อนจากซอกซอยในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้นก็เช่นกัน เรียงร้อยกันเป็นแนวบอกทางไปสู่บ้านหลังต่างๆ พร้อมกันนั้นมันก็ทำหน้าที่แบ่งแยกบ้านแต่ละหลังออกจากกัน ลำแสงสับสนสายหนึ่งพุ่งลอดผ่านออกจากหน้าต่างบ้านหลังหนึ่ง ผนังทุกด้านของตัวบ้านฉาบด้วยสีขาวหม่น แมกไม้ที่รายรอบบ้านเบียดเสียดกันขนัด ไม่มีวี่แววของสัตว์หรือแมลงอื่นใด
ทันใดที่มือของเขากดปุ่มบนซ้ายของรีโมท โทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่เป็นต้นกำเนิดแสงอันแตกต่างแห่งวิกาลจึงดับลง หากทว่าภาพในหัวและภาพในตายังคงอยู่ ดูราวกับเขาไม่เคยปิดโทรทัศน์มาก่อน เหตุการณ์ต่างๆ ใบหน้าคนหลากหลาย เสียงพูดพร่ำ ระดมโถมทับมาเฉกเช่นกับรายการเกมโชว์ ละครและโฆษณาจากสารพัดช่องต่อเนื่องและไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เขากดหัวคิ้วด้วยมือขวา นวดต้นคอด้วยมือซ้าย พยายามจะให้เกิดความผ่อนคลายขึ้นบ้างเผื่อจะได้หลับอย่างน้อยสักสองชั่วโมง ก่อนเวลาเช้าจะมาถึง
"พี่อัฐไม่สบายหรือเปล่าคะ"
เขาส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มให้เจ้าของคำถาม เขาระงับสีหน้าท่าทางอิดโรยไว้โดยเร็ว ฉีกยิ้มอีกครั้งและบอกเธอว่าไม่เป็นไร พักสักหน่อยคงจะดีขึ้น ช่วงนี้งานมากไปหน่อย เธอดูพอใจกับคำตอบ แม้ใบหน้ายังเจือไว้ด้วยความกังวลบางๆ
"กลัวรูปเจ้าบ่าวไม่หล่อเหรอ เจ้าสาวสวยก็พอแล้วน่า"
ไม่ใช่เพราะการถ่ายรูปสตูดิโอไม่เป็นเรื่องนี่หรอก เขาก็รู้ เธอไม่ได้สนใจอยากจะมีภาพงามที่สุดไว้รำลึกถึง อนาคตของทั้งสองต่างหากเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญ
"นี่นิมค่ะ น้องที่ทำงานด้วยกัน"
วันแรกของการรู้จักกันช่างเรียบง่าย งดงาม เธอเห็นประกายตาที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นและมุ่งหวังสิ่งดีแก่ชีวิตและโลกของเขา ประกายอย่างเดียวกันนั้นสะท้อนจากแววตาของเธอด้วยเช่นกัน ความบังเอิญไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ริมทาง ครั้งที่สองในความทรงจำของเธอเขาขับรถคันสีดำแล่นปราดเข้ามาในบริเวณบ้านที่
เพื่อนๆ พี่ๆ ของเธอเรียกมันว่า spiritual hub สายตาของเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าในมือของเขามีอะไรอยู่บ้าง มีเพียงใบหน้าและรอยยิ้มของเขาเท่านั้นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาดำขลับของเธอ วันนั้น งานจัดแยกของบริจาคส่งไปพื้นที่ประสบภัยที่เคยเหนื่อยเหนอะหนะกลับเป็นงานที่สนุกสดใสราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
- - - - - - - - - -
"ขอบคุณนะอัฐ อุตส่าห์หอบของมาช่วย"
"เฮ้ย ไม่เป็นไร พวกนายเหนื่อยกว่าเยอะ"
เขาตอบนอตเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมอย่างเป็นกันเอง เพิ่งจะรู้ว่าเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานตั้งแต่จบชั้นมัธยมปลายกลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมก็เมื่ออ่านพบข่าวความช่วยเหลือจังหวัดแถบอันดามันที่ประสบภัย ครั้งแรกที่เขามา เขามาด้วยความตั้งใจจะช่วยและด้วยความบังเอิญ อัฐไม่เชื่อถือการจัดการของรัฐบาล เขาทำมาหากินอยู่กลับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าข้าราชการและนักการเมืองมามากพอจะตัดสินใจได้ว่า ความช่วยเหลือในฐานะส่วนตัวควรจะฝากผ่านไปยังใคร เงินบริจาคก้อนใหญ่โดยบริษัทที่เขากุมบังเหียนอยู่นั่นต่างหากที่จะต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลท่ามกลางไฟแฟลช แสงสปอตไลท์ รายการโทรทัศน์และพื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่เพราะเธอ เหตุที่ทำให้เขามาเยือนเป็นครั้งที่สอง ไม่ใช่เพราะสีผิว รูปหน้า ร่างเพรียวบาง หรือการแต่งกายของเธอที่ดึงดูดให้เขาละสายตาไปไม่ได้ อะไรบางอย่างกระโดดโลดเต้นอยู่ในใจเขา ชักชวนให้หัวใจขยับขึ้นลงตามจังหวะนั้น พลันที่กระแสอบอุ่นแผ่กระจายจากใจไปทั่ว เขาก็ลืมวันลืมเวลาและลืมว่าเขาเป็นใคร
ความบังเอิญที่ริมทางก็เป็นเจตนาจากจังหวะในหัวใจเขาเช่นกัน นักธุรกิจหนุ่มแถวหน้าคนนี้จะไม่มีวันผละจากลูกค้าในวงธุรกิจบนโต๊ะกาแฟมาเป็นอันขาด ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ขณะที่ตัวเลขหลักแสนหลักล้านผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่สาระสำคัญข้อสัญญาข้อตกลงที่ต้องทำร่วมกันกับลูกค้ารายสำคัญถูกร่างขึ้นในหัวคร่าวๆ พลันภาพผ่านกระจกหน้าต่างของร้านบานใหญ่ได้เจิดจ้าสดใสขึ้นจากรอยยิ้มของเธอ เขาจำท่วงท่าการเดินของเธอได้ ไม่เคยลืมใบหน้าระบายยิ้ม แทบจะได้กลิ่นเย็นหอมจากผิวกายนั้น ขาทั้งคู่ของเขาผุดลุกขึ้นและก้าวออกไปนอกร้าน เขาได้ยินเสียงของเขาตะโกนทักตามเงาร่างด้านหลังของเธอ หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ สูญเสียบุคลิกรอบคอบระมัดระวังบนโต๊ะกาแฟเมื่อวินาทีก่อนหน้านั้นไปโดยสิ้นเชิง
อัฐสะบัดหัวติดต่อกันซ้ำๆ หลายครั้ง ราวกับการทำเช่นนั้นจะทำให้เขาลืมภาพในใจ
สุดท้ายของความพยายามอันสูญเปล่าเขายังไม่อาจข่มตาหลับลงได้ ภาพในช่วงเวลาหกเดือนเลื่อนไหลผ่านไปไวเหมือนสายน้ำเชี่ยวกราก นาทีนี้เขาต้องนั่งนิ่งให้ คนแปลกหน้าละเลงใบหน้าด้วยฝุ่นผง ต้องสวมใส่เสื้อผ้าซึ่งไม่เคยเป็นของเขา และไม่เคยถูกเลือกโดยเขา กล้ามเนื้อบนใบหน้าทำงานไปตามเสียงบอก และหยุดลงทันทีเมื่อสิ้นเสียงชัตเตอร์
- - - - - - - - - -
"อ้าว รู้จักกันมาก่อนแล้วเหรอ แหมดีจังลูก"
คุณแม่ของทั้งสองฝ่ายดูจะดีใจปลาบปลื้มจนออกนอกหน้า ทั้งที่ก่อนหน้ายังมีความกระวนกระวายใจในสีหน้าและน้ำเสียง กริ่งเกรงว่าผู้เป็นบุตรีจะไม่แสดงปฏิกิริยาทางบวกดังคาดหวัง นิมมาร่วมงานเลี้ยงของแม่อย่างเสียไม่ได้ งานที่มีแต่คุณหญิงคุณนายคุยกันด้วยเรื่องเล็กๆ อย่างเพชรหัวแหวน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างยอดบริจาคผ่านรายการร้องเพลงการกุศล ในความจอมปลอมและแห้งแล้งของห้องโถงหรูหรานั้น เธอพบแสงตะวันอันอบอุ่นและอ่อนโยนสาดต้องฉาบไล้ไปทั่วอณูร่างกาย คุณแม่กึ่งจูงกึ่งลากเธอผู้มีสีหน้าเบื่อโลกเข้าไปพบแนะนำทำความรู้จักกับหญิงชายคู่หนึ่ง และเขาคนนั้นเองผู้เป็นบุตรชายของคุณหญิง เพื่อนสตรีผู้มีศักดิ์ฐานะทัดเทียมกับมารดาของเธอ อัฐ คืออาทิตย์ฉายแสงในคืนวันอันหม่นมัวของนิม
- - - - - - - - - -
"จินตาเขาจะมาไหมคะพี่"
"เอ ไม่รู้สิ แต่น่าจะมางานเลี้ยงตอนเย็นนะนิม"
นอตตอบรุ่นน้องพร้อมสังเกตเห็นต้นหน่ออ่อนเขียวสดที่ชำแรกออกจากเมล็ดแคระแกร็น เขายินดีไม่แพ้พี่ๆ คนอื่นเมื่อรู้ว่าน้องเล็กแห่งบ้านอาสาคนนี้ได้ฟื้นจากอาการบอบช้ำและอ่อนล้าสู่ความสดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา หยาดน้ำค้างยามเช้านั้นต้องแดดเป็นประกายงดงามก็จริง แต่มันก็กลิ้งไหลผ่านใบสู่ใบ แล้วระเหยหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว จินตาก็เป็นเช่นน้ำค้าง เมล็ดแห่งความหวังที่รอวันบ่มเพาะเริ่มจะเติบโตพลันหยุดชะงักลง นิมหันมาทุ่มเทให้กับงานเพื่อสังคมมากขึ้น มากขึ้น จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันของชีวิตเธอ ไม่เหลือพื้นที่อื่นใดให้เมล็ดพันธุ์นี้ได้ฝังตัวเจริญวัย จวบจนกระทั่งวันนี้
เธอยิ้มรับคำตอบและปรารถนาดีจากใจของรุ่นพี่ที่ฉายชัดในหน้า ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าจะใช้โอกาสนี้บอกแขกผู้ถูกถามถึง บอกเขาว่าเธอขอบคุณเขาเพียงไรที่ได้ให้บทเรียนสู่การเติบโตล่วงสู่วันแห่งความหมายวันนี้ ถ้าหากจินตามาร่วมเป็นประจักษ์พยานในค่ำนี้เขาจะได้รู้ นึกอย่างอิ่มเอมใจแล้วเธอหันกลับไปมองหาเจ้าบ่าวในชุดสูทสากล
- - - - - - - - - -
"อัฐพูดอะไรอย่างนั้น นิมเขารักเธอมากนะ"
ด้วยเสียงคำพูดประโยคนี้ทำให้เธอชะงัก มือที่กำลังจะเคาะลงบนบานประตูห้องของเขาหยุดค้างกลางอากาศ บ้านที่กำลังจะเป็นเรือนหอและถูกประดับประดาด้วยดอกไม้คล้ายถูกสูบเอาอากาศออกไปจนหมดสิ้น เธอหยุดยืนและฟังในร่างกายอันเย็นเฉียบ
"ใช่ คนที่ผมรักคือคุณ ไม่ใช่นิม"
"เราไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกันมากไปกว่าเพื่อน.."
"คุณสนใจแต่งานของคุณมากกว่าจะเห็นความสัมพันธ์ต่างหากล่ะ ผมโง่ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ไม่สิ ทุกเวลาที่ผมอยู่กับคุณเวลามันหยุดนิ่ง ไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่ผมรักไม่เคยมีใจให้ผมเลย"
".. อัฐ แต่คุณกำลังจะแต่งงาน"
"ใช่ ผมจะแต่งกับงาน บ้านของผม บ้านของนิม เราจะสานต่ออาณาจักรธุรกิจครอบคลุมไปไกลยิ่งกว่าที่คุณจะนึกถึง"
"คุณประชด .."
"ผมมีเรื่องจะบอกคุณเท่านี้ ขอบคุณที่รับฟัง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รอความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง คุณจะเป็นภาพเขียนแสนงามในใจผมเสมอ"
นิมยืนชาไปทั้งร่าง น้ำตาไหลอาบร่องแก้มชะเอาฝุ่นแป้งเป็นคราบ ชุดเจ้าสาวสีขาวสว่างเปรอะเปื้อนน้ำตาและเครื่องสำอางราวกับมันจะไม่มีวันลบเลือนออกได้แม้จะซักล้างสักกี่ครั้ง ใบหน้าของเขาที่เธอเห็นเวลานี้ แววตาเขาตื่นตะลึง ริมฝีปากที่กำลังจะขยับพูดกลับค้างรอ เลือดฝาดและแสงตะวันเหือดหายไปจากใบหน้าที่เธอหลงใหล และอีกร่างที่ยืนข้างๆ ในชุดสวยเรียบกำลังมองเธออย่างตระหนกตกใจ ฉับพลันที่ทั้งสองจะทำอะไรเพื่อปลุกปลอบใจเธอด้วยสัมผัสหรือคำพูด เรือนร่างของเธอสั่นสะท้าน แต่เสียงที่เอ่ยผ่านริมฝีปากแดงสดนั้นนิ่งชัด
"พี่อัฐอยู่นี่เอง ได้เวลาแล้วนะคะ แขกคงจะทยอยมาแล้ว"
มือที่หุ้มห่อด้วยผ้าลูกไม้ยังไม่คลายออกจากลูกบิดประตู พร้อมเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนปิดประตูบานนั้นลงตลอดกาล
"เร็วๆ ด้วยนะคะพี่อาธี เพื่อนเจ้าสาวก็ต้องรับแขกพร้อมกันะ"
สิ้นเสียงนั้น อาธีมองไม่เห็นภาพอื่นใด นอกจากทะเลมืดมิดเวิ้งว้างว่างเปล่าไร้ขอบฝั่ง ผืนน้ำทะมึนทอดยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด วูบสุดท้ายในห้วงคำนึง เธอหวังเพียงจะเห็นแสงชีวิตแม้ดวงเล็กๆ วาววามระริกไหวที่ชายขอบ
ทันใดที่มือของเขากดปุ่มบนซ้ายของรีโมท โทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่เป็นต้นกำเนิดแสงอันแตกต่างแห่งวิกาลจึงดับลง หากทว่าภาพในหัวและภาพในตายังคงอยู่ ดูราวกับเขาไม่เคยปิดโทรทัศน์มาก่อน เหตุการณ์ต่างๆ ใบหน้าคนหลากหลาย เสียงพูดพร่ำ ระดมโถมทับมาเฉกเช่นกับรายการเกมโชว์ ละครและโฆษณาจากสารพัดช่องต่อเนื่องและไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เขากดหัวคิ้วด้วยมือขวา นวดต้นคอด้วยมือซ้าย พยายามจะให้เกิดความผ่อนคลายขึ้นบ้างเผื่อจะได้หลับอย่างน้อยสักสองชั่วโมง ก่อนเวลาเช้าจะมาถึง
"พี่อัฐไม่สบายหรือเปล่าคะ"
เขาส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มให้เจ้าของคำถาม เขาระงับสีหน้าท่าทางอิดโรยไว้โดยเร็ว ฉีกยิ้มอีกครั้งและบอกเธอว่าไม่เป็นไร พักสักหน่อยคงจะดีขึ้น ช่วงนี้งานมากไปหน่อย เธอดูพอใจกับคำตอบ แม้ใบหน้ายังเจือไว้ด้วยความกังวลบางๆ
"กลัวรูปเจ้าบ่าวไม่หล่อเหรอ เจ้าสาวสวยก็พอแล้วน่า"
ไม่ใช่เพราะการถ่ายรูปสตูดิโอไม่เป็นเรื่องนี่หรอก เขาก็รู้ เธอไม่ได้สนใจอยากจะมีภาพงามที่สุดไว้รำลึกถึง อนาคตของทั้งสองต่างหากเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญ
"นี่นิมค่ะ น้องที่ทำงานด้วยกัน"
วันแรกของการรู้จักกันช่างเรียบง่าย งดงาม เธอเห็นประกายตาที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นและมุ่งหวังสิ่งดีแก่ชีวิตและโลกของเขา ประกายอย่างเดียวกันนั้นสะท้อนจากแววตาของเธอด้วยเช่นกัน ความบังเอิญไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ริมทาง ครั้งที่สองในความทรงจำของเธอเขาขับรถคันสีดำแล่นปราดเข้ามาในบริเวณบ้านที่
เพื่อนๆ พี่ๆ ของเธอเรียกมันว่า spiritual hub สายตาของเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าในมือของเขามีอะไรอยู่บ้าง มีเพียงใบหน้าและรอยยิ้มของเขาเท่านั้นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาดำขลับของเธอ วันนั้น งานจัดแยกของบริจาคส่งไปพื้นที่ประสบภัยที่เคยเหนื่อยเหนอะหนะกลับเป็นงานที่สนุกสดใสราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
- - - - - - - - - -
"ขอบคุณนะอัฐ อุตส่าห์หอบของมาช่วย"
"เฮ้ย ไม่เป็นไร พวกนายเหนื่อยกว่าเยอะ"
เขาตอบนอตเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมอย่างเป็นกันเอง เพิ่งจะรู้ว่าเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานตั้งแต่จบชั้นมัธยมปลายกลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมก็เมื่ออ่านพบข่าวความช่วยเหลือจังหวัดแถบอันดามันที่ประสบภัย ครั้งแรกที่เขามา เขามาด้วยความตั้งใจจะช่วยและด้วยความบังเอิญ อัฐไม่เชื่อถือการจัดการของรัฐบาล เขาทำมาหากินอยู่กลับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าข้าราชการและนักการเมืองมามากพอจะตัดสินใจได้ว่า ความช่วยเหลือในฐานะส่วนตัวควรจะฝากผ่านไปยังใคร เงินบริจาคก้อนใหญ่โดยบริษัทที่เขากุมบังเหียนอยู่นั่นต่างหากที่จะต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลท่ามกลางไฟแฟลช แสงสปอตไลท์ รายการโทรทัศน์และพื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่เพราะเธอ เหตุที่ทำให้เขามาเยือนเป็นครั้งที่สอง ไม่ใช่เพราะสีผิว รูปหน้า ร่างเพรียวบาง หรือการแต่งกายของเธอที่ดึงดูดให้เขาละสายตาไปไม่ได้ อะไรบางอย่างกระโดดโลดเต้นอยู่ในใจเขา ชักชวนให้หัวใจขยับขึ้นลงตามจังหวะนั้น พลันที่กระแสอบอุ่นแผ่กระจายจากใจไปทั่ว เขาก็ลืมวันลืมเวลาและลืมว่าเขาเป็นใคร
ความบังเอิญที่ริมทางก็เป็นเจตนาจากจังหวะในหัวใจเขาเช่นกัน นักธุรกิจหนุ่มแถวหน้าคนนี้จะไม่มีวันผละจากลูกค้าในวงธุรกิจบนโต๊ะกาแฟมาเป็นอันขาด ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ขณะที่ตัวเลขหลักแสนหลักล้านผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่สาระสำคัญข้อสัญญาข้อตกลงที่ต้องทำร่วมกันกับลูกค้ารายสำคัญถูกร่างขึ้นในหัวคร่าวๆ พลันภาพผ่านกระจกหน้าต่างของร้านบานใหญ่ได้เจิดจ้าสดใสขึ้นจากรอยยิ้มของเธอ เขาจำท่วงท่าการเดินของเธอได้ ไม่เคยลืมใบหน้าระบายยิ้ม แทบจะได้กลิ่นเย็นหอมจากผิวกายนั้น ขาทั้งคู่ของเขาผุดลุกขึ้นและก้าวออกไปนอกร้าน เขาได้ยินเสียงของเขาตะโกนทักตามเงาร่างด้านหลังของเธอ หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ สูญเสียบุคลิกรอบคอบระมัดระวังบนโต๊ะกาแฟเมื่อวินาทีก่อนหน้านั้นไปโดยสิ้นเชิง
อัฐสะบัดหัวติดต่อกันซ้ำๆ หลายครั้ง ราวกับการทำเช่นนั้นจะทำให้เขาลืมภาพในใจ
สุดท้ายของความพยายามอันสูญเปล่าเขายังไม่อาจข่มตาหลับลงได้ ภาพในช่วงเวลาหกเดือนเลื่อนไหลผ่านไปไวเหมือนสายน้ำเชี่ยวกราก นาทีนี้เขาต้องนั่งนิ่งให้ คนแปลกหน้าละเลงใบหน้าด้วยฝุ่นผง ต้องสวมใส่เสื้อผ้าซึ่งไม่เคยเป็นของเขา และไม่เคยถูกเลือกโดยเขา กล้ามเนื้อบนใบหน้าทำงานไปตามเสียงบอก และหยุดลงทันทีเมื่อสิ้นเสียงชัตเตอร์
- - - - - - - - - -
"อ้าว รู้จักกันมาก่อนแล้วเหรอ แหมดีจังลูก"
คุณแม่ของทั้งสองฝ่ายดูจะดีใจปลาบปลื้มจนออกนอกหน้า ทั้งที่ก่อนหน้ายังมีความกระวนกระวายใจในสีหน้าและน้ำเสียง กริ่งเกรงว่าผู้เป็นบุตรีจะไม่แสดงปฏิกิริยาทางบวกดังคาดหวัง นิมมาร่วมงานเลี้ยงของแม่อย่างเสียไม่ได้ งานที่มีแต่คุณหญิงคุณนายคุยกันด้วยเรื่องเล็กๆ อย่างเพชรหัวแหวน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างยอดบริจาคผ่านรายการร้องเพลงการกุศล ในความจอมปลอมและแห้งแล้งของห้องโถงหรูหรานั้น เธอพบแสงตะวันอันอบอุ่นและอ่อนโยนสาดต้องฉาบไล้ไปทั่วอณูร่างกาย คุณแม่กึ่งจูงกึ่งลากเธอผู้มีสีหน้าเบื่อโลกเข้าไปพบแนะนำทำความรู้จักกับหญิงชายคู่หนึ่ง และเขาคนนั้นเองผู้เป็นบุตรชายของคุณหญิง เพื่อนสตรีผู้มีศักดิ์ฐานะทัดเทียมกับมารดาของเธอ อัฐ คืออาทิตย์ฉายแสงในคืนวันอันหม่นมัวของนิม
- - - - - - - - - -
"จินตาเขาจะมาไหมคะพี่"
"เอ ไม่รู้สิ แต่น่าจะมางานเลี้ยงตอนเย็นนะนิม"
นอตตอบรุ่นน้องพร้อมสังเกตเห็นต้นหน่ออ่อนเขียวสดที่ชำแรกออกจากเมล็ดแคระแกร็น เขายินดีไม่แพ้พี่ๆ คนอื่นเมื่อรู้ว่าน้องเล็กแห่งบ้านอาสาคนนี้ได้ฟื้นจากอาการบอบช้ำและอ่อนล้าสู่ความสดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา หยาดน้ำค้างยามเช้านั้นต้องแดดเป็นประกายงดงามก็จริง แต่มันก็กลิ้งไหลผ่านใบสู่ใบ แล้วระเหยหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว จินตาก็เป็นเช่นน้ำค้าง เมล็ดแห่งความหวังที่รอวันบ่มเพาะเริ่มจะเติบโตพลันหยุดชะงักลง นิมหันมาทุ่มเทให้กับงานเพื่อสังคมมากขึ้น มากขึ้น จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันของชีวิตเธอ ไม่เหลือพื้นที่อื่นใดให้เมล็ดพันธุ์นี้ได้ฝังตัวเจริญวัย จวบจนกระทั่งวันนี้
เธอยิ้มรับคำตอบและปรารถนาดีจากใจของรุ่นพี่ที่ฉายชัดในหน้า ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าจะใช้โอกาสนี้บอกแขกผู้ถูกถามถึง บอกเขาว่าเธอขอบคุณเขาเพียงไรที่ได้ให้บทเรียนสู่การเติบโตล่วงสู่วันแห่งความหมายวันนี้ ถ้าหากจินตามาร่วมเป็นประจักษ์พยานในค่ำนี้เขาจะได้รู้ นึกอย่างอิ่มเอมใจแล้วเธอหันกลับไปมองหาเจ้าบ่าวในชุดสูทสากล
- - - - - - - - - -
"อัฐพูดอะไรอย่างนั้น นิมเขารักเธอมากนะ"
ด้วยเสียงคำพูดประโยคนี้ทำให้เธอชะงัก มือที่กำลังจะเคาะลงบนบานประตูห้องของเขาหยุดค้างกลางอากาศ บ้านที่กำลังจะเป็นเรือนหอและถูกประดับประดาด้วยดอกไม้คล้ายถูกสูบเอาอากาศออกไปจนหมดสิ้น เธอหยุดยืนและฟังในร่างกายอันเย็นเฉียบ
"ใช่ คนที่ผมรักคือคุณ ไม่ใช่นิม"
"เราไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกันมากไปกว่าเพื่อน.."
"คุณสนใจแต่งานของคุณมากกว่าจะเห็นความสัมพันธ์ต่างหากล่ะ ผมโง่ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ไม่สิ ทุกเวลาที่ผมอยู่กับคุณเวลามันหยุดนิ่ง ไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่ผมรักไม่เคยมีใจให้ผมเลย"
".. อัฐ แต่คุณกำลังจะแต่งงาน"
"ใช่ ผมจะแต่งกับงาน บ้านของผม บ้านของนิม เราจะสานต่ออาณาจักรธุรกิจครอบคลุมไปไกลยิ่งกว่าที่คุณจะนึกถึง"
"คุณประชด .."
"ผมมีเรื่องจะบอกคุณเท่านี้ ขอบคุณที่รับฟัง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รอความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง คุณจะเป็นภาพเขียนแสนงามในใจผมเสมอ"
นิมยืนชาไปทั้งร่าง น้ำตาไหลอาบร่องแก้มชะเอาฝุ่นแป้งเป็นคราบ ชุดเจ้าสาวสีขาวสว่างเปรอะเปื้อนน้ำตาและเครื่องสำอางราวกับมันจะไม่มีวันลบเลือนออกได้แม้จะซักล้างสักกี่ครั้ง ใบหน้าของเขาที่เธอเห็นเวลานี้ แววตาเขาตื่นตะลึง ริมฝีปากที่กำลังจะขยับพูดกลับค้างรอ เลือดฝาดและแสงตะวันเหือดหายไปจากใบหน้าที่เธอหลงใหล และอีกร่างที่ยืนข้างๆ ในชุดสวยเรียบกำลังมองเธออย่างตระหนกตกใจ ฉับพลันที่ทั้งสองจะทำอะไรเพื่อปลุกปลอบใจเธอด้วยสัมผัสหรือคำพูด เรือนร่างของเธอสั่นสะท้าน แต่เสียงที่เอ่ยผ่านริมฝีปากแดงสดนั้นนิ่งชัด
"พี่อัฐอยู่นี่เอง ได้เวลาแล้วนะคะ แขกคงจะทยอยมาแล้ว"
มือที่หุ้มห่อด้วยผ้าลูกไม้ยังไม่คลายออกจากลูกบิดประตู พร้อมเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนปิดประตูบานนั้นลงตลอดกาล
"เร็วๆ ด้วยนะคะพี่อาธี เพื่อนเจ้าสาวก็ต้องรับแขกพร้อมกันะ"
สิ้นเสียงนั้น อาธีมองไม่เห็นภาพอื่นใด นอกจากทะเลมืดมิดเวิ้งว้างว่างเปล่าไร้ขอบฝั่ง ผืนน้ำทะมึนทอดยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด วูบสุดท้ายในห้วงคำนึง เธอหวังเพียงจะเห็นแสงชีวิตแม้ดวงเล็กๆ วาววามระริกไหวที่ชายขอบ

1 Comments:
This comment has been removed by a blog administrator.
Post a Comment
<< Home