Tuesday, September 26, 2006

chapter 2.. Untitled journey

อาธีซบหน้าลงร้องไห้กับโขดหินใกล้ๆ อย่างอ้างว้าง.. คำถามซ้ำๆ ดูจะเริ่มวนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้ง.. "นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่.. ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ดูเหมือนว่า จะไม่สามารถทำให้อะไรมันดีขึ้นมาได้.."

แล้วมันก็จบลงอย่างนี้.. แม้ว่า เธอ และนอต และเพื่อนร่วมทางอีกหลายคน จะพยายามกันจนสุดตัว.. มันเหมือนมีเสียงเล็กๆ อะไรบางอย่าง กระซิบอยู่ในใจของเธอและเพื่อนๆ ตลอดเวลาว่า.. ยังมีหวังนะ.. เธอมาที่นี่ เพื่อทำบางอย่างให้โลกดีขึ้น.. เธอถูก "ส่ง" มา เพื่อให้โลกนี้ดีขึ้น..

มันเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ....

อาธีมองร่างไร้วิญญาณของนอตที่อยู่ข้างๆ.. ความตายคืออะไรกันนะ.. ชีวิตของเพื่อนๆ คนแล้วคนเล่า ปลิดปลิวลงเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูแล้ง..

เธอเฝ้ามองดูใบหน้าที่อ่อนโยนของนอต.. เขาเป็นมากกว่าเพื่อน.. ดูเหมือนว่า เธอกับเขา จะเป็นครอบครัวเดียวกันเสียมากกว่า... ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีวันไหน ที่เธอและเขา ไม่ได้พูดคุยกัน แบ่งปันความสุขทุกข์กัน..

อาธีเหม่อมองศพที่ลอยเกลื่อนกลาดอยู่รอบๆ ตัว.. มันเหมือนซากของมดที่ลอยอยู่ในสระขนาดใหญ่ มันมากมาย บนผืนน้ำที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา..

มีเสียงเพลงลอยมาจากที่ไกลแสนไกล.. เป็นเสียงขลุ่ยไม้ไผ่.. อาธีพึมพำชื่อเพลงออกมาเบาๆ.. เพลงโปรดของเธอและเพื่อนๆ.. Somewhere over the rainbow.. ที่สุดปลายสายรุ้งนั้น.. ความฝันที่เธอกล้าฝัน จะเป็นจริงขึ้นมาได้..

ความฝัน ที่ปลายสายรุ้ง..

อาธีนั่งน้ำตาซึม.. มีใครบางคนที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่นอกจากเธอ .. อาธีไม่มีเรือที่จะพายฝ่าซากศพเหล่านี้ออกไปได้..

อันที่จริง เธอไม่มีทั้งน้ำดื่มและอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว..

เธออยากจะตะโกน ให้เขารู้ว่า มีเธออยู่ที่นี่อีกคนหนึ่ง.. แต่เธอเหนื่อยล้า และไม่มีแรงเหลืออยู่มากนัก..

Somewhere, over the rainbow, way up high,
There's a land that I heard of once in a lullaby.
Somewhere, over the rainbow, skies are blue,
And the dreams that you dare to dream will really come true.

มีเสียงระลอกน้ำดังขึ้นไม่ไกลนัก... เสียงพายกระทบน้ำ.. อาธีรีบลุกขึ้นยืน.. มีเรืออยู่ตรงนั้นไม่ไกลนัก.. มันกำลังมุ่งไปที่ไหนสักแห่ง..

เธอตบมือเพื่อเรียกความสนใจจากเจ้าของเรือ.. เรือเล็กลำนั้นหยุดลงชั่วขณะ.. ทุกทิศทาง มีแต่ความนิ่งเงียบ..

แล้วเรือก็เคลื่อนที่ต่อไป เหมือนไม่มีเธออยู่ที่นั่น.. เสียงจังหวะฝีพาย ค่อยๆ เลือนหายห่างออกไป..

เสียงขลุ่ยค่อยๆ แผ่วเบาลงไปด้วย.. จนท้ายที่สุด อาธีได้ยินแต่เสียงลมหายใจตัวเอง.. ที่เตือนให้เธอรู้ว่า เธอยังมีชีวิตอยู่..

----------

ฟ้าเริ่มมืดสลัวลง อาธีเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เธอเอนกายลงนอนบนโขดหิน

มีเสียงฝีพายใกล้เข้ามาอีกครั้ง แต่เธอรู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาใส่ใจ

เรือลำนั้น น่าจะเทียบที่โขดหิน.. มีเสียงฝีเท้าก้าวขึ้นมาจากเรือ..

"เมื่อกี้มีคนอยู่ที่นี่.." มีเสียงคนพูดกันพึมพำ.. "หายไปไหนแล้ว.."

อาธีค่อยๆ ขยับตัว แต่ยังไม่ได้ลุกขึ้นดีนัก

"นั่นไง.. ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า.." แขกผู้มาเยือน เป็นชายหนุ่มและหญิงสาว รีบเข้ามาดูเธออย่างใกล้ชิด

อาธีขยี้ตาเล็กน้อย.. ทั้งคู่พยายามประคองร่างของเธอขึ้น

"ไปกับเราเถอะ.. มีเรือใหญ่ที่จะพาพวกเราออกไปจากที่นี่.. เราต้องรีบไปกันแล้ว.."

อาธีมองดูร่างนอตอย่างงงๆ .. แต่ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรอีก ทั้งคู่ก็ผลักเธอแกมบังคับ ให้ลงเรือไปอย่างรวดเร็ว

"รีบไปก่อนพระอาทิตย์จะตก.. แล้วเราจะมองไม่เห็นทาง.."
ทั้งคู่ตั้งใจพายเรือโดยไม่ใส่ใจกับเธออีก.. อาธีได้ยินเสียงขลุ่ยแว่วมา และสังเกตเห็นว่า ชายหญิงคู่นั้น พยายามพายเรือมุ่งไปยังเสียงขลุ่ยนั้น.. ไม่นานนัก เสียงขลุ่ยก็ดังชัดเจนขึ้นตามลำดับ จนกระทั่ง เรือมาหยุดที่ยอดอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

"ได้ตัวมาแล้วหรือ"..

คนบนยอดอาคาร ที่มารอรับเรือ ทักทายชายหญิงคู่นั้น..

"อยู่ที่ยอดภูเขาทองแน่ะ.. "

"แล้วไม่มีคนอื่นรอดอีกหรือ.."

"ไม่มีแล้วพี่.. แล้วนี่ เรือใหญ่จะออกกี่โมงดี.."

"น่าจะไปได้เลยนะ.. อยู่ที่นี่กันต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ.. พรุ่งนี้ ศพก็จะส่งกลิ่นกันใหญ่ และเราไม่มีอาหารและน้ำมากพอ.. เราไปคืนนี้ พรุ่งนี้ เรือใหญ่อาจจะกลับมารับใครได้อีก .. "เสียงนั้นหยุดไปชั่วครู่

"ถ้ายังมีใครเหลือรอดนะ.." คำพูดสุดท้ายของเขา ฟังดูเศร้าสร้อยและสิ้นหวัง..

อาธีถูกพยุงไปนั่งยังมุมหนึ่งของยอดตึกนั้น.. มีคนเอาบะหมี่ร้อนๆ มาให้เธอ และมีอีกคน เอาผ้าห่มมาให้..

อาธีค่อยๆ ตักรับประทานอาหารช้า.. สายตาค่อยๆ กวาดดูรอบๆ..

มีคนอยู่ที่นี่ไม่ถึงยี่สิบคน..

นี่แปลว่า คนทั้งกรุงเทพฯ เหลือรอดไม่ถึงยี่สิบคนหรือ..

สุดสายตาของเธอ มีแต่ผืนน้ำ ยอดตึกทั้งหลาย หายไปจากสายตาทั้งหมด แผ่นดินไหวที่รุนแรง ทำให้ตึกส่วนใหญ่ พังทลายลงไป

อาธียกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหู เมื่อคิดถึงเสียงดังสนั่นที่เกิดขึ้นในตอนเช้า.. มันดังยิ่งกว่าเสียงระเบิดเป็นร้อยๆ ลูก..

มีใครสักคนเข้ามาโอบเธอไว้.. "ทานเร็วๆ เถอะ.. เดี๋ยวเรือจะมารับแล้ว.."

----------------

อ้อมแขนนั้น โอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนอาธีต้องผลักออก..

เธอสะดุ้งสุดตัว..และลืมตาขึ้น..

".. เป็นอะไรไปล่ะ... ฝันร้ายหรือ.."

อาธีกระพริบตาถี่ๆ แสงที่สว่างจ้า ทำให้เธอแสบตา..

"นอต.."

"ฮื่อ.. ก็ผมนี่ล่ะ.. " เขายิ้มให้กับเธอ เป็นรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเคย..

"ตื่นซะสาย ยังฝันร้ายอีก.. เฮ้อ.. ลุกขึ้นเถอะ อาธี.. วันนี้ นิมจะแต่งงาน.. เธอต้องแต่งตัวสวยๆ ไปงานนะ.. นิมจะต้องรอเธอแน่ๆ เลย.."

นิม.. อาธีพึมพำกับตัวเอง.. นิมเป็นเหมือนน้องสาวของเธอแท้ๆ "นิมจะแต่งงานวันนี้หรือ.."

"เอ้า..สูญเสียความทรงจำอีก แค่นอนคืนเดียวนี่น่ะนะ.." นอตบ่นอย่างขำๆ "ไปดีกว่า ไปแต่งตัวให้หล่อๆ.. วันนี้ เพื่อนๆ จะมาเยอะมากเลยนะ.. อาธี.. "

อาธีรีบลุกขึ้นเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง.. วันนี้ ฟ้าสวยมาก มีดอกไม้อยู่ในสวนเหมือนเดิม อากาศบริสุทธิ์ ไม่มีผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา และไม่มีซากศพสักนิด

นอตหันมามองท่าทีของเธออย่างแปลกใจเล็กน้อย.. "เป็นอะไรอีกแล้ว.. อาธี"..

เธอหันกลับมายิ้มให้เขา...และส่ายหน้า..

"อ้อ.." นอตหันกลับมาบอกอีกครั้งก่อนจะออกจากห้อง.. "มีข่าวแผ่นดินไหวอีกแล้วเมื่อคืนนี้.. หมู่นี้ แทบจะทุกชั่วโมงแล้วนะ.. ไม่รู้ว่า จะเกิดสึนามิอีกหรือเปล่า.. ถ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง เห็นทีเธอจะไม่ได้กลับประเทศของเธอแล้วล่ะ อาธี.. จะต้องอยู่เป็นอาสาสมัครอยู่แถวนี้จนวันตาย.. " นอตหัวเราะเบาๆ แล้วก็เดินออกจากห้องไป

อาธีทรุดตัวลงนั่งบนเตียงช้าๆ พยายามลำดับความรู้สึกและความทรงจำที่เกิดขึ้น..

มันเป็นแค่ฝันร้ายหรือ.. หรือว่า โลกที่เธออยู่ตอนนี้ เป็นความฝันกันแน่..

สึนามิ.. อาธีกุมขมับด้วยความสับสน.. สึนามิที่กรุงเทพฯ หรือ.. อะไรเกิดขึ้นกันแน่ เสียงดังสนั่น แผ่นดินไหว และน้ำท่วมทุกหนแห่งเต็มไปหมด..

เสียงนอตตะโกนเร่งเธออีกครั้ง.. อาธีค่อยๆ ลุกขึ้นแต่งตัว.. เธอรำลึกถึงความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นศพจำนวนมาก

สึนามิที่แถบอันดามันครั้งแรก.. มีคนตายเป็นหมื่น.. ครั้งที่สอง มีคนตายจำนวนใกล้เคียงกัน ทั้งที่มีการเตือนภัยแล้ว.. แต่ว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นใกล้มาก และผู้คนหนีไม่ทัน..

และสึนามิครั้งที่สาม.. ที่ผู้คนเริ่มอพยพออกจากแถบทะเลอันดามัน..

อาธีมาเมืองไทยเพื่อเยี่ยมมารดาของเธอ ซึ่งแยกทางกันกับบิดาตั้งแต่เธอยังเล็ก เธอใช้ชีวิตเป็นคนสองประเทศ สองภาษา มาตั้งแต่จำความได้..

แต่ไม่เคยคิดเลย ว่าจะต้องมาอยู่เมืองไทยต่อเนื่องนานขนาดนี้..

นอตลงไปบีบแตรรถรอเธออยู่ อาธีอดรู้สึกขำไม่ได้.. เขาเป็นคนที่สดใสเสมอ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ นับแต่วันที่เธอรู้จักเขา ในช่วงไปทำงานอาสาสมัครครั้งแรก..

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น..

"พี่อาธี.. จะมาถึงหรือยัง.. นิมแต่งงานไม่ได้นะคะ ถ้าไม่มีเพื่อนเจ้าสาวคนนี้.."
เสียงใสๆ ของนิม ดังมาตามสาย.. อาธีถอนใจใหญ่ คงไม่ใช่ความฝันแล้วกระมัง.. เธอรีบคว้ากระเป๋าถือ และวิ่งลงบันไดตามนอตไป

------------

"เร็วๆ เข้าเถอะครับ..ตื่นเถอะคุณ.." อาธีรู้สึกว่า มีคนมาเขย่าร่างของเธอ เขาดึงมือเธอให้ลุกขึ้น และประคองเธอให้เดินไปอย่างรวดเร็ว..

"เรืออยู่ทางฝั่งโน้นของตึก.. เป็นเรือทหาร เหลืออยู่ลำเดียวนี่ล่ะ.. นับว่า เราโชคดีกันมากนะ.. "

ชายผู้นั้น นำทางอาธีไปลงเรือลำนั้น..

ไม่นานนัก ทุกคนที่อยู่บนยอดตึก ก็ลงเรือกันจนหมด เรือลำใหญ่ ค่อยๆ เคลื่อนที่ออกไปจากยอดตึกนั้น.. โดยพ่วงเรือเล็กที่มารับเธอไปด้วย..

ชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืน บอกกับทุกคนว่า

"เรามีอาหารและน้ำเหลืออยู่น้อยมาก... คืนนี้ เราจะต้องออกจากที่นี่ให้ได้.. เราจะมุ่งไปทางทิศตะวันออก อาจจะไปขึ้นฝั่งได้ที่สระบุรี หรือปากช่อง.. ไม่รู้ว่า น้ำจะท่วมถึงตรงไหน.. ถ้าน้ำมันของเราหมดก่อน.. เราก็อาจจะต้องส่งคนพายเรือเล็กออกไปหาใครมาช่วย.. ถ้ามีใครเหลืออยู่นะ.. "

ยังมีดาวอยู่บนฟ้า.. อาธีแหงนมองฟ้าด้วยความแปลกใจ.. ยังมีดาวที่สุกใสอยู่บนฟ้าเหมือนเดิม..

นอตเคยชอบดูดาวมาก.. เขามีนิทานหลายเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มดาว.. "เป็นมุขเอาไว้หลอกสาวๆ.." เขาบอก.."ใช้ได้ทุกทีเวลาออกค่าย.. จะดูลายมือ หรือจะดูดาวก็ใช้ได้พอๆ กัน.."

อาธีพยายามรำลึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า.. ดูเหมือนว่า เธอจะลืมตาขึ้น เพราะความรู้สึกว่า บ้านทั้งหลังสั่นไหว..

บ้านที่เป็นทั้งสำนักงานไปด้วยพร้อมๆ กัน.. ที่เธอและเพื่อนๆ พร้อมใจกันเรียกมันว่า "spiritual hub" เพราะแต่ละคน มาพบกันด้วยการทำงานด้านในหลายๆ อย่าง พบเจอกันบ่อย จนต้องแหย่กันว่า น่าจะย้ายบ้านมาอยู่ด้วยกัน และในที่สุด คำเย้าแหย่นั้น ก็เลยต้องกลายเป็นความจริง

"ก็ถ้าจะจากกันเฉพาะเวลาไปนอน เปลี่ยนชุด และอาบน้ำ ก็ย้ายๆ มาอยู่ด้วยกันซะเลยนั่นล่ะดี.. " ทุกคนลงมติกันแบบนั้น

ที่นี่ อาธีปลูกผักด้วย.. มันเป็นบ้านสวนที่อบอุ่น มีทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกเพียงพอสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต เป็น "สังฆะ" ที่น่าอยู่

อาธีรำลึกถึงเพื่อนคนอื่นๆ.. เธอมีเพื่อนแปลกๆ มากมายหลายคน..

จินตาเป็นศิลปิน.. เขาชอบวาดรูป.. เขาสื่อสารกับโลกภายนอกด้วยรูปวาดของเขาอยู่ตลอดเวลา..

นิมชอบเขา.. น้องสาวร่วมโลกของเธอ แต่ว่า นิมก็แต่งงานไปกับคนอื่น.. จินตาเขาหลงรักศิลปะ และแต่งงานกับมันไปนานแล้ว..







4 Comments:

Blogger knoom said...

This comment has been removed by a blog administrator.

29 September, 2006 00:15  
Anonymous Anonymous said...

This comment has been removed by a blog administrator.

30 September, 2006 11:18  
Anonymous Anonymous said...

This comment has been removed by a blog administrator.

01 October, 2006 00:28  
Blogger Aeh said...

This comment has been removed by a blog administrator.

01 October, 2006 09:06  

Post a Comment

<< Home